บริษัททัวร์ IOS International Operation Service Co.,Ltd. รับจัดทัวร์ในต่างประเทศ รับจัดทริปท่องเที่ยว รับทำทัวร์ในต่างประเทศ ยินดีต้อนรับ
โปรแกรมทัวร์ทวีปเอเชีย ทัวร์ญี่ปุ่น ทัวร์จีน เม่าเสี้ยน จิ่วจ้ายโกว เฉิงตู ทัวร์ภูฏาน ทัวร์จอร์แดน ทัวร์อัมมาน เพตร้า ทะเลเดดซี ทัวร์อินเดีย ทัวร์อิหร่าน เนปาล
โปรแกรมทัวร์ทวีปยุโรป ทัวร์ฟินแลนด์ ทัวร์ประเทศสวีเดน ทัวร์ประเทศเดนมาร์ก ทัวร์STOCKHOLM COPENHAGEN
โปรแกรมทัวร์ทวีปแอฟริกา ทัวร์อียิปต์ ทัวร์ทะเลทรายขาว ทัวร์ล่องแม่น้ำไนล์
โปรแกรมทัวร์ทวีปออสเตรเลีย ทัวร์NEW ZEALAND ทัวร์ออสเตรีย ทัวร์สโลเวเนีย ทัวร์โครเอเชีย ทัวร์ซิดนีย์ - พอร์ตสตีเฟ่น
 
รับจัดทัวร์ จัดทริปท่องเที่ยว ทัวร์ทวีปเอเชีย ญี่ปุ่น จีน ทัวร์ยุโรป ทัวร์อินเดีย ทัวร์แอฟริกา ทัวร์ออสเตเรีย บริการรับจัดทัวร์ จัดทริปท่องเที่ยวต่างๆ บริการจองโรงแรม บริการรับจองตั๋วเครื่องบิน บริการท่องเที่ยว บริการจัดทริปท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ บริการการชำระเงิน การชำระเงินท่องเที่ยว ทำพาร์ทสปอร์ต ทำวีซ่า ติดต่อจัดทริปท่องเที่ยว ติดต่อจัดทัวร์ต่างประเทศประเทศ ติดต่อทัวร์ในต่างประเทศ แผนที่การท่องเที่ยว แผนที่ประเทศต่างๆ แผนที่ท่องเที่ยว แผนที่ทริปท่องเที่ยว รวมภาพการท่องเที่ยว รวมภาพท่องเที่ยวต่างประเทศ ภาพความประทับใจในการท่องเที่ยว รวมภาพทริปท่องเที่ยว
 

นมัสการพุทธสังเวชนียสถาน 4 แห่ง
ประเทศอินเดีย เนปาล – อินเดียใต้

วันที่หนึ่ง
กรุงเทพ – นิวเดลฮี – คยา

06.00 น.
คณะพร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ อาคารผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ ชั้น 4ประตู 8 สายการ บิน AIR INDIA COUNTER W พบเจ้าหน้าที่บริษัทฯ คอยต้อนรับและอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับ สัมภาระ
08.50 น.
เหินฟ้าสู่ กรุงนิวเดลฮี โดยเที่ยวบินที่ AI 333
12.05 น.

ถึงสนามบิน เดลฮี แวะเปลี่ยนเครื่อง เวลาที่อินเดียช้ากว่าประเทศไทย 1 ชั่งโมง 30 นาที
นิวเดลีเป็นเมืองหลวงของอินเดีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของรัฐบาลกลางและศูนย์การคมนาคม ประเทศอินเดียมีประชากรถึงประมาณ 600 ล้านคน ซึ่งมากเป็นอันดับที่ 2 ของโลก ลักษณะภูมิอากาศ อินเดียมีภูมิอากาศตั้งแต่ร้อนจัดถึงหนาวจัดและยังได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมซึ่งพัดเข้ามาใน 2 ฤดู  คือ มรสุมฤดูร้อนและมรสุมฤดูหนาวลมมรสุมนี้เองที่พัดพาเอาฝนมาสู่ประเทศอินเดียพร้อมๆกับนำความแห้งแล้งมาด้วย ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพทางธรรมชาติ บางปีฝนแล้งมากแต่บางปีฝนตกชุกหลังผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองและด่านศุลกากร

13.50 น .

ออกเดินทางสู่เมืองคยา ประเทศอินเดียโดยบินที่ AI 433

15.20 น .

ถึง สนามบินเมืองคยา ประเทศอินเดียเมืองพุทธคยาเป็นตำบลๆหนึ่งอยู่ในเมืองคยา
อยู่ห่างจากสนามบินไปประมาณ 20นาทีเป็นสถานที่ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ
ของพระผู้มีพระภาคเจ้ามีต้นศรีมหาโพธิ์และพระมหาเจดีย์ศรีพุทธคยาอยู่ในบริเวณเดียวกัน

18.00 น.
เช็คอินที่โรงแรมรับประทานอาหารเย็นที่โรงแรม
18.30 น.
จากนั้นนำท่านสู่วัดไทยพุทธคยาเพื่อทำบุญ (เป็นความประสงค์ของผู้เดินทาง ) (แต่งชุดขาวดีที่สุด) สมควรแก่เวลานำท่าน นมัสการพระแท่นวัชรอาสน์ สถานที่ทรงประทับตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ไหว้พระสวดมนต์ เจริญสมาธิภาวนา ถวายเป็นพุทธบูชาแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ที่ชาวพุทธทั่วโลกมากราบไหว้บูชา นำท่านเวียนเทียนรอบองค์พระมหาเจดีย์พุทธคยา นมัสการรัตนจงกรมเจดีย์ อนิมิสเจดีย์ รัตนฆรเจดีย์ สระมุจลินท์ มนัสการพระพุทธเมตตาภายในพระมหาเจดีย์ เพื่อเป็นสิริมงคลแห่งชีวิต
ค่ำ
พักค้างคืน ณ โรงแรม REGENCY HOTEL

วันที่สอง
พุทธคยา –วัดนานาชาติ–พาราณสี

เช้า

บริการอาหารเช้า ณ โรงแรม

นำคณะชมวัดนานาชาติซึ่งอยู่ในเขตตำบลพุทธคยา พบกับวัฒนธรรม อารยธรรมที่เหล่านานาประเทศ ที่ชาวพุทธบรรจงสรรสร้าง อาทิเช่น วัดไทยพุทธคยา วัดญี่ปุ่น วัดธิเบต วัดศรีลังกา ฯลฯ

เที่ยง
บริการอาหารกลางวัน ณ โรงแรมที่พัก (พุทธคยา ) จากนั้นนำทุกท่านเดินทางสู่สนามบิน
15.55 น.
ออกเดินทางสู่เมืองพาราณสีโดยเที่ยวบินที่ AI 433
16.30 น.

เดินทางถึงสนามบินเมืองพาราณสี

เมืองพาราณสี ดินแดนแห่งการแสวงบุญชำระบาป มรดกโลกที่มีชีวิตกว่าสี่พันปีของอินเดียหรือแคว้นกาสีในสมัยโบราณ
เมืองแห่งสมญานามว่า นครแห่งแสงไฟ กรุงไกรแห่งความศักดิ์สิทธ์ เมืองสถิตองค์ศิวะ แดนประกาศธรรม ถิ่นอารยธรรม 5000 ปี ป้อมปราการสุดท้ายของศาสนาฮินดูโบราณ เป็นดินแดนในการศึกษาวิถีชีวิตของชาวอินเดียโดยแท้ ถ้าอยากรู้จักอินเดียที่แท้จริง
ว่าเป็นอย่างไร ต้องมาดูที่เมืองพาราณสีแห่งนี้ เมืองแห่งการบูชาพระอาทิตย์ บูชาแม่น้ำคงคา ปัจจุบันยังคงเป็นเมืองที่มีผู้อาศัยอยู่เสมอไม่เคยเป็นเมืองร้าง นำท่านเดินทางผ่านตลาดเมืองพาราณสี ชมวิถีชีวิตชาวเมืองพาราณสี นำท่านล่องเรือชมแม่น้ำคงคา แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดู มีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาหิมาลัยชาวอินเดียถือว่าเป็นสายน้ำที่มีความศักดิ์สิทธิ์ที่หลั่งไหลมาจากสวรรค์ใครได้อาบ ได้ดื่มกินถือเป็นมงคลและยังถือว่าได้ชำระบาปไปกับสายน้ำ คนฮินดูแบ่งสองฝั่งแม่น้ำคงคาออกเป็น 2 ฝั่ง นรกและฝั่งสวรรค์ฝั่งนรกคือฝั่งที่ไม่มีบ้านเรือนตั้งอยู่ส่วนฝั่งสวรรค์จะมีบ้านเรือนของประชาชนตั้งอยู่อย่างแออัดเชื่อว่า
แม่น้ำนี้ไหลมาจากภูเขาไกรลาส( MT.KAILASH ) เมืองสรวงสวรรค์ (ตามหลักภูมิศาสตร์ แม่น้ำนี้ไหลมาจากเทือกเขาหิมาลัย ) ชมพิธีบูชาพระอาทิตย์และอาบน้ำล้างบาป ชมการเผาศพ ณ ริ่มฝั่งแม่น้ำคงคา ที่ต่อเนื่องมากว่า 4, 000 ปี ไฟที่ไม่เคยดับ

ค่ำ

บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตตาคาร (โรงแรม) พักค้างคืนที่

HOTEL RAMADA / RADISSON / RIVAITAS OR SIMILAR

วันที่สาม
พาราณสี–นมัสการเจาคันธีสถูป-สารนารถ-
สักการะธัมเมกขสถูป–กุสินารา

เช้า

บริการอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก

หลังอาหารนำท่านเดินทางไป นมัสการเจาคันธีสถูป

สถานที่พระพุทธองค์พบปัญจวัคคีย์จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ เมืองสารนารถ เมืองมรดกโลก สถานที่ตั้งของป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ที่พระบรมศาสดาทรงแสดงปฐมเทศนา ธัมมจักกัปปวัตนสูตร โปรดปัญจวัคคีย์ และก่อให้เกิดพระรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ขึ้นครบเป็นครั้งแรกในโลก นำสักการะ ธัมเมกขสถูปที่ทรงแสดงปฐมเทศนา (ธัมมจักกัปปวัตนสูตร) เพื่อทรงหมุนวงล้อแห่งธรรมเข้าสู่มวลมนุษย์ พระคันธกุฎี ที่พระพุทธองค์ทรงจำพรรษาแรก หลังจากการตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมโพธิญาณ และซากสังฆารามกุฏินับพันที่รายรอบ
เที่ยง

บริการอาหารกลางวัน ณ วัดไทยสารนาถ

หลังอาหารนำท่านสู่ เมืองกุสินารา ( 7-8 ชม. ) สถานที่เสด็จดับขันธปรินิพพาน

ค่ำ
บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาตาร (โรงแรมที่พัก) หลังอาหารนำท่านสู่โรงแรม IMPERIAL OR ROYAL RESIDENCY OR LOTUS NIKKO HOTELS OR SIMILAR
วันที่สี่
กุสินารา-นมัสการปรินิพพานสถูป ณ สาลวโนทยาน
และมกุฎพันธนเจดีย์– เมืองสาวัตถี
เช้า

บริการอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก หลังอาหารนำท่านเข้านมัสการปรินิพพานสถูป ณ สาลวโนทยาน และมกุฎพันธนเจดีย์ สถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพ บริการอาหารกลางวัน ณ โรงแรม ( กุสินารา)

บ่าย

นำท่านเดินทางสู่เมืองสาวัตถี (ใช้เวลาประมาณ 6 ชม.) เมืองแห่งมงคลสูตร เมืองแห่งการเผยแผ่พระพุทธศาสนา เมืองโจรกลับใจ เมืองเศรษฐีใจดี เมืองแห่งเดียรถีลองวิชา เมืองธรณีสูบคนบาป

นำท่านเดินทางสู่ โรงแรมที่พัก
ค่ำ
บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร (โรงแรม) หลังอาหารนำท่านสู่โรงแรม PAWAN
วันที่ห้า
สาวัตถี - วัดเชตวันวิหาร–ลัคเนาว์
เช้า

บริการอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก

จากนั้นนำท่าน ชมวัดเชตวันวิหาร ที่ซึ่งพระพุทธองค์ประทับจำพรรษานานถึง 19 พรรษา เป็นศูนย์กลางเผยแพร่ระพุทธศาสนาที่สำคัญที่สุด นมัสการพระคันธกุฎี ฤดูร้อน ฤดูหนาว นมัสการธรรมศาลาที่ใหญ่ที่สุด ธรรมสภา กุฏิพระอรหันต์เช่น พระโมคคัลลา พระสารีบุตร พระสิวลี พระอานนท์พระราหุล พระองคุลีมาล พระกัสสปะ และอารามฝ่ายพระภิกษุที่เคยจำพรรษา ในครั้งพุทธกาล นมัสการต้นโพธิ์ ที่มีอายุยืนยาวมาจนถึงปัจจุบัน ชมคฤหาสน์ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีบ้านบิดาของท่านองคุลีมาล ชมสถานที่ธรณีสูบ พระเทวทัตและนางจิญจมาณวิกา

บ่าย
บริการอาหารกลางวัน ที่โรงแรม หลังอาหารนำท่านเดินทางไป ลัคเนาว์ ( ใช้เวลา 3.30 ชม )
ค่ำ

บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร (โรงแรม) หลังอาหาร พักผ่อนตามอัธยาศัย พักค้างคืน โรงแรม HOTEL LINEAGE HOSPITALITYOR PICCADILY OR SIMILAR

วันที่หก
ลัคเนาว์– เดลฮี –เชนไน
เช้า

รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม อิสระตามอัธยาศัย จากนั้นนำท่านเดินทางสู่สนามบิน

10.40 น.
ออกเดินทางสู่เมืองเจนไน โดยเที่ยวบินที่ 9W688 แวะเปลี่ยนเครื่องที่นิวเดลฮี
12.00 น.

เดินทางถึงสนามบินเดลฮี

16.05 น.
เดินทางต่อสู่เมืองเจนไนเที่ยวบินที่ 9W
18.55 น.
เดินทางถึงเมืองเจนไน
ค่ำ
อาหารเย็น ณ ภัตตาคาร จากนั้นนำท่านเข้าสู่ที่พักโรงแรมระดับ 5 ดาว

วันที่เจ็ด
เชนไน – กาญจีปุรัม-มหาพลีปุรัม

เช้า

รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม

จากนั้นนำท่านเดินทางสู่กาญจีปุรัม(ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมง 30 นาที) Kanchipuruam เมืองที่มีชื่อเสียงเลื่องลือเกี่ยวกับเทวสถานที่มีมากกว่า 1000 แห่ง จนได้ชื่อว่า “ นครพันวัด” เป็นหนึ่งในนครศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 7 แห่งของอินเดีย ซึ่งถือว่ามีความศักดิ์สิทธิ์เป็นอันดับสองรองจากเมืองพาราณสี กาญจีปุรัม ยังเป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดทางภาคใต้ของ อินเดีย เป็นเมืองศูนย์กลางการเรียนรู้ทั้งภาษาทมิฬ Tamil และภาษาเตลูกู Telugu เดิมเคยเป็นเมืองหลวงเก่าแก่ของราชวงศ์ปัลลวะ Pallavas ในช่วงศตวรรษที่ 6-8 ซึ่งเป็นช่วงที่รุ่งเรืองที่สุด และเทวสถานจำนวนมากก็ได้ถูกสร้างขึ้นในสมัยนี้ ต่อมาในช่วงคริสตศตวรรษที่ 10-13 ปกครองโดยราชวงศ์โจฬะ Cholas และราชวงศ์วิชัยนคร Vijayanagara ในคริสตศตวรรษที่ 14-17 ตามลำดับ เยี่ยมชมโบราณสถานสาคัญจากยุคปัลลวะที่เก่าแก่ที่สุดในเมืองกาญจีปุรัมคือ เทวาลัยไกลาสนาถKailashnatha Temple หมายถึงผู้เป็นใหญ่แห่งเขาไกรลาส หรือ นอกจากพระศิวะ ผู้สถิตอยู่ ณ เขาไกรลาส ที่นี่มีภาพสลักเหล่าคณะ (Gana = คนแคระ บริวารพระศิวะ ชอบบรรเลงดนตรี หรือแสดงอาการรื่นเริง) ที่ดูละม้ายคล้ายกับรูปปูนปั้นคนแคระสมัยทวารวดีในไทย และลวดลายเหนือซุ้มเทวรูปก็คล้ายกับทับหลังรุ่นแรกๆของปราสาทขอม จากนั้นเข้าชม เทวาลัยเอกัมพเรศวEkambareswara Temple ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในกาญจีปุรัม ชื่อเทงาลัยมาจากคาว่า เอก =หนึ่ง + อัมพะ = มะม่วง + อิศวร = ศิวะ รวมแล้วคือ ต้นมะม่วงต้นหนึ่งของพระศิวะ เรื่องนี้มีที่มาจากตานานว่าครั้งหนึ่งพระนางปารวตีเล่นหยอก เอินพระศิวะสวามีด้วยการปิดตา แต่การปิดตาพระมหาเทพเพียงชั่วอึดใจกลับทาให้เกิดความมืดมนไปทั่วจักรวาลนานนับกัปกัลป์ พระศิวะทรงพิโรธสาปให้พระนางลงมาอยู่บนโลกมนุษย์ พระนางจึงก่อศิวลึงค์แทนองค์พระสวามีขึ้นใต้ต้นมะม่วง กราบ บาเพ็ญเพียรบูชาตลอดเวลา พระศิวะลองใจปล่อยน้าไหลแรงท่วม ก็ยังเอากายกาบัง ปกป้องพระศิวลึงค์ จนพระศิวะเห็นใจมาสมรสใต้ต้นมะม่วงนั้นและรับกลับสวรรค์บนเขาไกรลาสในที่สุด ท่านจะได้เห็นองค์ศิวลึงค์ และต้นมะม่วง (มะม่วงต้นเดิมตายไปแล้ว ต้นปัจจุบันปลูกใหม่) ในเทวาลัยนี้ เทวาลัยไวกูณฐเปรุมาล Vaikuntha Perumal Temple ไวกูณฑ์ = วิมานที่ประทับ เปรุมาล เป็นพระนามหนึ่งของพระวิษณุเป็นไวษณพนิกาย ที่นี่เก่ามากๆแต่ได้รับการดูแลโดยตรงจากร ฐบาลเป็นอย่างดี จุดเด่นของที่นี่คือระเบียงคดที่มีฐานเสาเป็นรูป “ วยาล” สัตว์ผสมเป็นสิงห์หรือเสือมีเขารูปแกะสลักจากหินทั้งต้นติดต่อกัเพดาน

เที่ยง
รับประทานอาหารเที่ยง ณ โรงแรมในเมืองกาญจีปุรัม
จากนั้นนำท่านเดินทางสู่เมืองมหาพลีปุรัม (ใช้เวลาเดินทาง 75 กิโลเมตร 1 ชั่วโมง 30 นาที) ระหว่าง ทางแวะชมหมุ่บ้านหัตถศิลป์โจฬะมณฑล Cholamadal Artist’s Village เป็นหมู่บ้านที่ได้รับการส่งเสริมพัฒนางานศิลป์ พื้นเมืองคล้ายชุมชนบ้านถวายที่เชียงใหม่ และทักษิณาจิตร Dakshina Chitra พิพิทธภัณฑ์คติชนวิทยา ที่จัดแสดง บ้านเรือนจาลองแบบต่างๆ สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น ในอินเดียใต้ และวิถีชีวิตผู้คนในแถบนี้ มีนิทรรศการ ร้าน ขายของที่ระลึก คล้ายเมืองโบราณ สมุทรปราการแวะ ชม กลุ่มโบราณสถานถ้าเสือ Tiger Cave ก่อนเข้าเมืองมหาพลีปุรัม เป็นโขดหินขนาดใหญ่ที่แกะสลัก เป็นเทวาลัย และมีศาลพระแม่ทุรคาขนาดเล็กอยู่ตรงกลาง ล้อมรอบด้วยหัวของสัตว์ประหลาดนาม “ วยาล” เป็นแนวรัศมี ตัววยาดเป็นสัตว์ในจินตนาการเป็นสิงห์หรือเสือที่มีเขา พบทั่วไปตาม โบราณสถานยุคปัลลวะ เป็นที่มาของชื่อถ้าเสือ
เย็น

รับประทานอาหารค่า ที่โรงแรม เมืองมหาพลีปุรัม

จากนั้นนำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พัก

วันที่แปด
มหาพลีปุรัม-พอนดิเชอร์รี่
เช้า

รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม

จากนั้นนำท่านชมเมืองมหาพลีปุรัม Mahabalipuram หรืออีกชื่อว่า มามัลละปุรัม Mamallapuram เป็นเมืองท่าสมัยราชวงศ์ปัลลวะ ชื่อเมืองได้ชื่อมาจากตานานในอวตารปางหนึ่งของพระนารายณ์ “ วามนาวตาร” ที่พระนารายณ์อวตารลงมาเกิดเป็นพราห์มเตี้ย เพื่อปราบอสูรชื่อมหาพลีที่รบชนะเหล่า เทพที่ฤๅษีทุรวาสสาปไว้ เพราะความไร้มารยาทของพระอินทร์ด้วย ได้แผ่นดินสวรรค์ไปครอง และ ความเดือดร้อนมากมายให้สามโลก นักบวชเตี้ยหรือวามนะเดินทางไปหาท้าวพลีที่เมืองขอแผ่นดินแค่ 3 ก้าวจากท้าวมหาพลี ฤๅษีศุกราจารย์ ที่เรารู้จกกันว่า พระศุกร์ อาจารย์ของฝ่ายอสูร ทราบว่าพราห์ม เตี้ยเป็นองค์นารายณ์จึงแปลงกายขนาดเล็กไปอุดรูหม้อน้า ทาให้น้าไม่ออก พราห์มเตี้ยจึงเอาหญ้าคา จิ้มที่รูหม้อน้า ทาให้ฤๅษีตาบอดข้างนึง ท้าวมหาพลีก็กรวดน้ารดมือพราห์มเตี้ย พราห์มเตี้ยก็กลายร่าง เป็นองค์พระนารายณ์ร่างใหญ่ และเริ่มย่างสามก้าว (ตรีวิกรม) ก้าวแรกเหยียบบนโลก ก้าวต่อมา เหยียบบนสวรรค์ พระพรหมหลั่งน้าทาการอภิเษกพระบาทพระผู้เป็นเจ้า ก้าวสุดท้าย พระนารายณ์ ถามท้าวมหาพลีว่าวางที่ไหน ท้าวมหาพลีบอกให้วางที่หัวตัวเอง นักบวชเลยเอาพระบาทเหยียบบนหัว ท้าวมหาพลี จมลงไปในดิน และให้ท้าวมหาพลีไปอยู่ครองเมืองบาดาล ชั้นที่มีความสวยงามเหมือน แดนสวรรค์ ในคัมภีร์ภาควัตปุราณะ จึงถือว่าท้าวพลีเป็นสาวกพระวิษณุ เป็นสัญลักษณ์ของการ ศิโรราบต่อพระผู้เป็นเจ้าอย่างจริงใจ นำท่านเยี่ยมชมกลุ่มโบราณสถานมรดกโลก ได้แก่ ปัญจปาณฑ พรถะ Pancha Pandava Rathas หรือปราสาทหินห้าพี่น้อง ตระกูลปาณฑพ ในมหากาพย์มหาภารตะ เหตุที่ได้ชื่อ “ รถะ” เนื่องจากกลุ่มปราสาทหินนี้มีลักษณะคล้ายราชรถที่ใช้ชักลากอัญเชิญเทวรูปออก งานแห่แหนประจาปี จากนั้นชมกลุ่มเทวาลัยชายหาด Shore Temples หรือ “ ราชสิงเหศวร” ที่ตั้งอยู่ บนชายหาด เดิมสันนิฐานว่ามีเทวาลัยของพระนารายณ์บรรทมสินธุ์อยู่ก่อน และมีการสร้างเทวาลัย พระศิวะเสริมเข้าไปจากนั้นแวะชม ภาพแกะสลักอรชุนบาเพ็ญตบะ Arjuna’s Penance ที่หน้าผาหิน ธรรมชาติขนาดใหญ่ ที่แกะสลักสมัยปัลลวะที่เนินเขากลางเมือง มีภาพสลักที่สันนิฐานกันเป็นสองนัย ว่าเป็นภาพ พระแม่คงคาเสด็จสู่โลกมนุษย์ The Descent of the Ganga หรือบ้างก็เรียกว่าอรชุนบา เพ็ญตบะ Arjuna’s Penance ชม ก้อนเนยของพระกฤษณะ Krishna’s Butterball ที่เป็นก้อนหิน ธรรมชาติกลมใหญ่เหมือนลูกบอลขนาดยักษ์ ตั้งอยู่ริมเนินเขา เหมือนกาลังจะกลิ้งตกลงมาคล้ายพระ ธาตุอินทร์แขวนในพม่า ถัดมาอีกแวะชม คเณศรถะ Ganesh Ratha เทวาลัยทรงคล้าย “ รถะ” หรือรถ ศึกที่ฝีมือการแกะสลักสมบูรณ์แบบ มีเทวรูปพระคเณศวร์ประดิษฐานภายใน และถ้าวราหะมณฑป Varaha Mandapa Cave ทีมีภาพแกะสลักเรื่องราวของเทพฮินดูถึง 4 ปางได้แก่ วราหาวตาร (อวตาร ปางที่ 3 ของพระนารายณ์เป็นหมูป่ากู้แผ่นดินที่หิรัญยักษ์ม้วนซ่อนไว้ใต้บาดาล) ภาพคชลักษมี (ช้าง สรงน้าให้พระนางลักษมีเทวี) ภาพพระนางทุรคา และภาพพระวิษณุตรีวิกรม (อวตารปางที่ 5 ของพระ วิษณุเป็นพราห์มเตี้ย ย่างสามขุม เหยียบสามโลกปราบท้าวมหาพลี)
เที่ยง

รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

จากนั้น เดินทางสู่เมืองพอนดิเชอร์รี่ Pondicherry ( 107 กิโลเมตร 2 ชั่วโมง) เรียกสั้นๆว่า “ ปอนดี้” มี ฉายาว่า “ ฝรั่งเศสน้อย” เป็นที่รู้จักในฐานะเมืองตากอากาศพอๆกับเป็นที่ใฝ่ฝันถึงในฐานะเมือง ฮันนีมูน ฝรั่งเศสเข้ามาปกครองพอนดิเชอรีในปี 1673 ฟรองซัว มาร์ตินได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ปกครอง ตามสนธิสัญญาริสวิก (Ryswick จนกระทั่งถึงปี 1742 เมื่อโจเซฟ ฟรองซัว ดูเปล็กซ์ เป็นผู้ปกครองของ ฝรั่งเศสอินเดีย เกิดสงครามระหว่างฝรั่งเศสและอังกฤษ สถานการณ์ในยุโรป และความทะเยอทะยาน ของดูเปล็กซ์ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างอังกฤษ-ฝรั่งเศสในอินเดีย ตลอดเวลา 70 ปี ปอนดิเชอรี ดารงอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งของมหาอำนาจทั้งสองจนท้ายสุด พอนดิเชอร์รีตกเป็นของฝรั่งเศส ตั้งแต่ปี 1814-1954 ซึ่งเป็นช่วงที่อินเดียได้รับเอกราช แม้ฝรั่งเศสจะถอนตัวไปนานแล้ว แต่อิทธิพล ฝรั่งเศสยังคงหลงเหลือมาจนปัจจุบันนี้ เช่น ชื่อถนน อาคาร สวน โรงแรม เครื่องแบบตำรวจจราจร เป็น ต้น ก่อนเข้าเมืองปอนดี้ แวะเยี่ยมชมเมืองออโรวิลล์ Auroville ชุมชนที่มีคนจากทั่วโลกประมาณสอง พัน กว่าคนผู้ใฝ่หาสันติและหาความหมายของชีวิตมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ชมส่วนรับรองที่เปิดให้ บุคคลภายนอกเยี่ยมชม มีนิทรรศการ และร้านขายของที่ระลึกที่ผลิตจากชุมชนในเมือง เมืองออโรวิลล์ ได้มาจากแนวความคิดอุดมคติของของ ศรีอรพินโท (พ.ศ.2415-2493 ) ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ชาวอินเดีย ท่านเป็นกวี ผู้นาขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อปลดปล่อยอินเดียจากการยึดครองของอังกฤษ ก่อนจะหัน มาใช้ชีวิตเป็นฤาษีและแสวงหาความสงบทางจิตวิญญาณ ต่อมา มิรา อัลฟาซ่า (2421-2516) ลูกครึ่ง อียิปต์ ชาวฝรั่งเศส หรือมีชื่อเรียกกันว่า The Mother หรือคุณแม่ สหายทางจิตวิญญาณและศิษย์เอก ของศรีอรบินโท ได้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสาคัญในการก่อตั้งเมืองอุดมคติแห่งนี้ขึ้นในเมืองพอนดิเชอร์รี่ โดยเมื่อ28 กุมภาพันธ์ 2511 ประชาชน 5,000 คน และตัวแทนจาก 124 ชาติได้มารวมตัวกันใกล้ต้น โพธิ์บริเวณสถานที่ก่อสร้างชุมชนแห่งใหม่ และทาพิธีประกาศให้กาเนิดเมืองออโรวิลล์ เป็นเมืองใน อนาคตที่ทั้งหญิงชายจากทุกประเทศ สามารถมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างสันติและเป็นอันหนึ่งอัน เดียวกัน โดยอยู่นอกเหนือความคิดทางการเมืองและความเชื่อทางศาสนาเพื่อสร้างโลกที่ดีกว่าเดิม และตัวแทนจากชาติต่าง ๆ ได้นาเอาดินติดตัวมาจากประเทศของตัวเองมาผสมกับดินหิน ที่จะใช้ใน การก่อสร้างเมืองใหม่ด้วย จากนั้นนำท่านเข้าสู่ที่พัก
ค่ำ
รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรม

วันที่เก้า
พอนดิเชอร์รี่-เชนไน

เช้า

รับประทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารของโรงแรม

แวะเยี่ยมชม อาศรมศรี อรพินโท Sri Aurobindo Ashram ตั้งขึ้นในปี 1926 ซึ่งทาให้เมืองชายทะเล แห่งนี้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ อาศรมนี้เป็นสถานที่ผสมผสานระหว่างจิตวิญญาณ โยคะ และ วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ที่ท่านศรีอรพินโทค้นคว้า จนกลายเป็นแนวทางโยคะที่เรียกว่า โยคะองค์รวม เป็นซึ่งเป็นที่นิยมในอินเดียและต่างประเทศ จากนั้นพาท่านชม วัดพระหฤทัย The Sacred Heart Church ( สร้างปี 1902) สถาปัตยกรรมแบบโกธิค ภายในโบสถ์ประดับกระจกสีแสดงรูปนักบุญ 28 องค์ ราชนิวาส Raj Nivas คฤหาสน์ของผู้ปกครองในสมัยเป็นอาณานิคมฝรั่งเศส ตกแต่งดุจพระราชวัง หรูหรา และสวนสวยแบบฝรั่งเศส ปัจจุบันเป็นที่พักของผู้ว่าราชการแห่งพอนดิเชอร์รี่ และ สวนสาธารณะภารตึ Bharati Park ที่สร้างตั้งแต่สมัยจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ตรงข้ามราชนิวาส ตรง กลางมี มณฑปอายิ Aayi Mandapam ทรงพลับพลาแบบฝรั่งเศส อิสระในท่านเดินเล่นยามเย็น บน ถนนริมชายหาดที่มีทิวทัศน์สวยงาม แวะชมอนุสาวรีย์มหาตมะคานธี ประภาคารโบราณ อนุสาวรีย์ดู เปลซ์ ผู้ปกครองชาวฝรั่งเศสยุคอาณานิคม จากนั้นท่านเดินทางสู่เมืองเจนไน

เที่ยง

รับประทานอาหารเที่ยง ณ ภัตตาคาร

จากนั้นท่านเดินทางสู่เมืองเจนไนใช้เวลาในการเดินทาง 3 ชม.

จากนั้นนำท่านเข้าสู่ที่พัก
ค่ำ

รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรม

วันที่สิบ
เชนไน– มุมไบ

เช้า

รับประทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารของโรงแรม

จากนั้นนาท่านเยี่ยมชมมหานครเจนไนหรือชื่อเดิม มัทราส Madras เป็นเมืองหลวงของรัฐทมิฬนาฑู ประเทศอินเดีย ตั้งอยู่ริมชายฝั่งโคโรมันเดล (โจฬมณฑล) ของอ่าวเบงกอล ทางตะวันออกเฉียงใต้ของ ประเทศ เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 4 ของประเทศ เจนไนตั้งขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 17 โดยที่ ราชาแห่งจันทีคีรี (อยู่ในรัฐอานธระประเทศ) ที่มีอานาจปกครองเหนือดินแดนแถบนี้ได้อนุญาติ ให้บริษทอีสต์อินเดียเข้ามาตั้งสถานีการค้าพร้อมป้อมปราการขึ้นที่หมู่บ้านมัทราสปัฏฏินัม อันเป็น ที่มาของชื่อ ‘ มัทราส” ( ปัฏฏินัม = ท่าเรือ) อังกฤษได้พัฒนาเมืองนี้ให้เป็นเมืองหลักและฐานทัพเรือ ใน คริสต์ศตวรรษที่ 20 ก็กลายเป็นศูนย์กลางการบริหารที่สาคัญแห่งหนึ่ง ในฐานะเมืองหลวงของเขตมัท ราส (Madras Presidency) อังกฤษเรียกเมืองใหม่นี้ว่า จอร์จทาวน์ George Town ในขณะที่ชาว อินเดียพื้นเมืองเรียกว่า “ เจนนะปัฏฏินัม” ตามชื่อราชา “ เจนนัปปะ” แห่งจันทรคีรี รัฐบาลท้องถิ่นทมิฬ นาฑูเลือกใช้ชื่อ เจนไน ที่ฟังดูเป็นพื้นเมืองไว้แทน มัทราส ที่มีกลินอายอาณานิคม ชม ป้อมเซนต์ จอร์จ Fort St.George ค่ายทหารแห่งแรกของอังกฤษบนแผ่นดินอินเดียเพื่อคุ้มกันเส้นทางการค้าเป็น ศูนย์กลางการปกครองของอังกฤษในแถบนี้ มีทั้งค่ายทหาร โบสถ์ สุสาน และบ้านเรือนชาวอาณานิคม ปัจจุบันเป็นศูนย์กลางการบริหารราชการของรัฐทมิฬนาฑู พาเยี่ยมชม โบสถ์เซนต์แมรี่ St. Mary Church ของนิกายแองกลิกันแห่งแรกในอินเดีย พิพิธภัณฑ์ป้อมเซนต์จอร์จ St. George Mesuem ที่ จัดแสดงความเป็นมาของป้อม เครื่องแบบ อาวุธ ข้าวของเครื่องใช้ยุคอาณานิคม ภาพวาดทิวทัศน์ อินเดียโดยฝรั่งและรูปสีน้ามันพระราชวงศ์และขุนนางอังกฤษ
เที่ยง

รับประทานอาหารเที่ยง ณ ภัตตาคาร

จากนั้นเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานเจนไน Government Museum ก่อตั้งมาตั้งแต่ยุคอาณานิคมกลาง ศตวรรษที่ 19 มีการจัดแสดงงานโบราณวัตถุที่ดีทึ่สุดของอินเดียใต้ โดยเฉพาะงานหล่อสาริดโบราณ ฝีมือเยี่ยม ทั้งของศาสนาฮินดู พุทธ และเชน สาหรับชาวพุทธ มีห้องพุทธประติมากรรมสมัย อมราวดี (พุทธศตวรรษที่ 7-9) ที่เป็นต้นกาเนิดศิลปะแบบทวารวดีในประเทศไทย (พุทธศตวรรษที่ 12- 16) และที่ห้องอมราวดีนี่เองที่ท่านพุทธทาสเคยเดินทางมาชมเมื่อปี พ.ศ. 2499 และจาลองภาพสลัก หินพุทธประวัติไปไว้ที่โรงมหรสพทาง วิญญาณในสวนโมกขผลารม ไชยา สุราษฎร์ธานี เยี่ยมชม มหาวิหารซานโตเม่ Santhome Church โบสถ์คริสต์เก่าแก่แห่งหนึ่งของเจนไน มีอีกชื่อหนึ่ว่า โบสถ์ เซนต์โทมัส National Shrine of St.Thomas Basilica คาว่า “Santhome” กลายมาจากชื่อนักบุญ โทมัส หนึ่งในสิบสองอัครสาวกของเยซูคริสต์รุ่นแรกที่ออกเผยแพร่ศาสนา ชาวอินเดียเชื่อว่า เซนต์ โทมัส มาถึงอินเดียในปี พ.ศ. 595 ต่อมาถูกทรมาณเนื่องจากความเห็นต่างทางศาสนา ณ ภูเขาเซนต์ โทมัส ในอีกมุมของเมือง ร่างของท่านถูกนามาฝังไว้ ณ สถานที่นี้ที่ต่อมากลายเป็นโบสถ์เซนต์โทมัสใน ย่านไมลาพอร์ปัจจุบัน หลังจากนั้นผ่านชมชายทะเลอ่าวเบงกอลของเมืองเจนไน ที่รู้จักกันในนาม Marina Beach ถือเป็นชายหาดยาวติดอันดับโลก (13 กม.) ถนนเลียบชายหาดมีอนุสาวรีย์อดีตมุข มนตรี บุคคลสาคัญ และประติมากรรมตลอดทาง หาดมารีน่าตอนเหนือมีหน้าหาดกว้างมาก (300- 500 เมตร) ที่นี่เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของชาวเจนไนสาหรับเดินเล่น ขี่ม้า เล่นคริกเก็ต หรือซื้อของ ขบเคี่ยวจากรถเข็นหาบเร่ และยังมีตลาดเป็นเพิงแถวมีร้านขายของตลอดแนวทางเดินลงทะเล จากนั้น ออกเดินทางยัง วัดกาปาลีสวารา Kapaleeswarar Temple วัดนี้สร้างอุทิศให้กับพระกฤษณะ ผู้เป็น สารถีให้กับอรชุนแห่งฝ่ายปาณฑพ ในมหากาพย์มหาภารตยุทธ คราวสงคราม ณ ทุ่งกุรุเกษตร มีรูป ปั้นพระกฤษณะขณะเป็นสารถีปรากฎอยู่บนโคปุรัม จัดเป็นวัดฮินดูในไวษยนิกาย นอกจากนี้ในวัดยัง มีเทวรูปอวตารพระนารายณ์อีก 3 ปางสถิตอยู่ด้วยคือ พระราม นรสิงห์ และวราหะ จัดเป็นเทวสถาน พระวิษณุ 1 ใน 108 แห่งที่ควรบูชา

15.45 น.
ออกเดินทางสู่นครมุมไบ โดยเที่ยวบินที่ AI 672
17.35 น.

ถึงนครมุมไบ นำท่านเข้ารับประทานอาหารค่ำที่ โรงแรม พร้อมเปิดห้อง 2-4 ห้อง เพื่อให้ท่านได้ชำระร่างกาย ก่อนเดินทางสู่สนามบินอีกครั้ง

วันที่สิบเอ็ด กรุงเทพ

CAVE TEMPLE MAHAPALIPURAM

SHORE TEMPLE MAHAPALIPURAM

MAHAPALIPURAM AND SCULPTURE

KANCHIPURAM

   
 
         
 
หน้าแรก | บริการต่างๆ | การชำระเงิน | ติดต่อกลับ | ติดต่อเรา | ประมวลภาพ
INTERNATIONAL OPERATION SERVICE CO., LTD.
358 PRACHARAJBAMPEN 7 RD., HAUY KWANG, BANGKOK 10310
TEL: 66-2-276 12 21, 66-2-275 32 32 FAX: 66-2-691 11 81 E MAIL: iostrl@gmail.com